แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโทรศัพท์มือถือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโทรศัพท์มือถือ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ขนาบด้าม...ก็อยากล้างมือนะแต่ว่าจะทำอย่างไรดี..?

     ผู้คนคราวนี้ค่อนข้างตั๋วเงินมือถือทุกๆ 5 หรือว่า 10 นาที โดยไม่รู้ตัว หรือว่าสั่งการตัวเองไม่ให้ทำแบบนั้นได้แสนเข็ญ เพราะว่าที่เราไม่มีสติเองเลยว่าเริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่รู้ตัวอีกทีเราก็เอาแต่รูดหน้าจอเกือบตลอดเวลา
     หลายๆ คนอาจจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร เนื่องจากมันทำให้เราไม่เป็นได้โฟกัสกับเรื่องที่เด่นได้นานๆ ด้วยกันสามารถตามมาด้วยความเครียด
     Frances Booth ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีวันในระยะเวลาดิจิทัล บอกว่ามีหลายๆ ที่มาที่ทำให้เราสร้างสรรค์สันดานติดการเช็คมือถือบ่อยๆ ขึ้นมา อาทิเช่น ความกลัวที่จะพลาดข่าวสาร ตามโลกไม่ทันการ ซึ่งเป็นอริยาบทที่ฝรั่งเรียกกันว่า Fear of Missing Out (FOMO) ซึ่งเป็นความหมายมุ่งด้วยกันความคาดคั้นที่เราแปลงขึ้นมาเอง จนกลายเป็นว่าเราต้องตั๋วแลกเงินที่ถืออัตโนมัติ
     ลักษณะพิเศษแบบนี้ก็ราวกับกับอุปนิสัยอื่นๆ เมื่อคิดค้นขึ้นมาได้ก็ย่อมทำให้หายไปได้ ซึ่งต้องจัดการกับสมองของเราเอง ตัดความเกี่ยวโยงระหว่างข้อคิดเห็นด้วยกันการกินอินเทอร์เน็ตออกจากกัน
     คำถามคือ จบต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าที่เราจะรังรักษ์สันดานใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ คำตอบคือมันต้องอาศัยความต่อเนื่องของนิสัยใหม่ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน และมันกลายเป็นลักษณะพิเศษประจำตัวที่ขึ้นมาผลัดเปลี่ยน
     จากงานศึกษาวิจัยที่พัวพัน บอกชื่อว่าจะต้องใช้เวลา 66 วันในการสร้างอุปนิสัยใหม่ๆ อย่างไรก็ดีมันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย พร้อมกับหลายๆ สถานการณ์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็คือ 66 วัน
     นักวิจัยบอกว่าการทำลายนิสัยเดิมๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าคุณจะมีความต้องการอย่างแรงกล้าขนาดไหน และถ้าคุณยิ่งไม่แน่ใจว่าจะทำมันได้หรือเปล่า คุณก็ยิ่งอยู่ห่างไกลจากคำว่า สำเร็จ มากขึ้นไปอีก
     ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจที่ต้องมีเคล็ดลับมากขึ้นอีกนิดหากอยากจะเลิกพฤติกรรมเช็คมือถือตลอดเวลา สิ่งที่ต้องมีก็คือ ความมั่นใจ ว่าคุณอยากจะเลิกพฤติกรรมนี้จริงๆ
     งานวิจัยอีกงานระบุว่า เมื่อเทียบกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ แล้ว สื่อ คือแรงกระตุ้นที่ปฏิเสธได้ยากกว่า ไม่น่าแปลกใจที่มันจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกนิด และทำให้มันค่อยเป็นค่อยไป
นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณควรทำ หากอยากเลิกนิสัยติดมือถือ
     -เริ่มต้นด้วยการวัดผล เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าจริงๆ แล้วคุณเช็คมือถือบ่อยแค่ไหน แพลทฟอร์มอะไรที่คุณใช้มากที่สุด และนับเป็นรายชั่วโมง ลองจดบันทึกสิ่งเหล่านี้ แล้วสรุปออกมาว่าในแต่ละวันคุณหยิบมือถือขึ้นมาดูบ่อยแค่ไหน
     -ลองตั้งค่าการใช้งานโซเชียลมีเดียและอีเมลให้ต้องกรอก Username และ Password ทุกครั้งที่เข้าใช้งาน เพื่อไม่ให้คุณเข้าถึงมันได้ง่ายๆ แบบอัตโนมัติทุกครั้ง
     -ลองสังเกตดูว่าคุณพิมพ์รหัสผ่านได้เร็วแค่ไหน แล้วพยายามทำให้มันช้าลง ทำอย่างมีสติและรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณอยากจะ Log in จริงๆ ไม่ใช่ทำไปเพราะความเคยชิน
     -หยุดคิด 1 จังหวะเมื่ออยากจะ Log in เช่น ก่อนที่นิ้วมือของคุณแตะลงไปบนไอค่อน หรือก่อนที่มือของคุณจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา อย่างน้อยก็คิดดีๆ ว่าจำเป็นที่จะต้องทำตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จริงเหรือเปล่า
     -สำหรับคนที่อยากใช้วิธีหักดิบ ลองวางมือถือทิ้งไว้ให้ไกลๆ ตัว หรือวางไว้ในลิ้นชักหรือห้องอื่นๆ ที่คุณไม่ได้อยู่เป็นประจำ
     การสร้างนิสัยใหม่ต้องใช้พลังใจมากพอสมควร แต่มันจะกลายเป็นอุปนิสัยใหม่ๆ ได้ในที่สุด โดยที่คุณจะทำมันได้ทันทีแบบไม่ต้องคิด เหมือนๆ กับที่ตอนนี้คุณเช็คมือถือโดยไม่ต้องคิด
     ที่สำคัญที่สุดคือ การตัดนิสัยเช็คมือถือบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นออกไป จะทำให้คุณสร้างผลงานดีๆ ได้อีกมาก และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น
     นอกจากนี้ โดยส่วนตัวแล้วยังเชื่อว่า ทุกวันนี้เราสนใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป จนโฟกัสกับตัวเองน้อยลง และพัฒนาตัวเองได้อย่างเชื่องช้า การตัดขาดโลกออนไลน์ซะบ้างน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตมากกว่า

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ใช้งานโน๊ตบุ๊คให้พ้นภัย เอาใจใส่ป้องกันแบบง่ายๆ ด้วยตัวคุณ

แปลกใจมั้ยที่บางคนหวงแหน Notebook ยิ่งกว่าสิ่งใด ชนิดที่จับก็ไม่ให้ เปิดก็ไม่ได้ เข้าใช้ก็ต้องมีรหัส นั่นก็เพราะว่าว่าโน๊ตบุ๊คค่อนข้างอ่อนไหวกว่าพีซี ยิ่งเดี๋ยวนี้มีขนาดเล็กกับบางลง อันตรายที่เป็นภัยคุกคามก็มากมายก่ายกองขึ้น สมมติว่าไม่ระวังให้ดีอาจสูญเสียได้ทั้งตัวเครื่องพร้อมกับข้อมูล ร้อยทั้งร้อยก็จักเผยว่า ไม่น่าเลย แต่ถ้าว่าเราเตรียมความพร้อม มีความระมัดระวัง แม้จักเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็ยังพออุ่นใจได้ แต่นั่นหมายถึงว่า คุณต้องรู้จักคำว่า “เตรียมตัว” แต่จักเตรียมอย่างไรบ้างนั้น ต้องมาดูกัน
Protect
มองไว้อย่าให้คลาดสายตา : ฟังดูเหมือนเป็นลูกหลานที่บ้านอย่างไรก็ไม่รู้ ที่ว่าต้องคอยดูไว้ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องมานั่งจ้องกันตลอด ถ้าอยู่ในบ้านก็คงต้องดูว่าลูกหลานใช่ไหมสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เอาไว้ด้วย ก็เพราะว่าบางครั้งด้วยความซุกซน ก็อาจทำให้โน๊ตบุ๊คเราหล่นเสียหาย เปียกน้ำหรือไม่โดนข่วนขย้ำ ก็อาจทำให้เครื่องบอบช้ำได้ แต่ถ้าเป็นนอกบ้าน อย่างเช่นเอาไปใช้ที่ร้านอาหาร ออฟฟิศอื่น ไซต์งาน ก็คงต้องหมั่นดูเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าคลาดสายตาแปปเดียว โน๊ตบุ๊คเราอาจจักไปอยู่ในมือคนอื่นได้ทันที อย่างที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ ที่กล้องวงจรปิดจับได้ มีมือดีใช้เวลาแทบเสี้ยววินาทีก็ฉกไปได้แล้ว แบบนี้ต้องหมั่นสังเกต
Protect
ล็อคไว้ให้แน่นหนา : หลายคนอาจจักถามว่า ถึงขนาดต้องล็อคเลยหรือว่า? คำตอบคือ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำครับ ไม่อย่างนั้น Notebook จะยังมีช่องใส่ตัวล็อคด้านข้างมาทำไมแท้มั้ย เพราะว่าในบางกรณีบางสถานที่ ติดตั้งตัวล็อคไว้กับโต๊ะน่าจักปลอดภัยยิ่งขึ้น เระบือกสายล็อคดีๆ มีรหัสสักเส้นติดตัวเอาไว้ ถึงเวลาใช้ก็แค่ต่อเข้ากับเครื่อง ก็เหมือนกับเราใช้รถ แม้อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ป้องกันได้เต็มร้อย แต่ก็ถ่วงเวลาได้พอสมควร อย่างน้อยก็อุ่นใจ ในช่วงที่ไม่ได้อยู่ใกล้โน๊ตบุ๊คเรานั่นเอง
Protect
ตั้งพาสส์เวิร์ดให้มีประสิทธิภาพ : อันนี้เป็นสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องทำเป็นอันดับต้นๆ เพราะส่งผลดีในกรณีที่ไม่อยู่ที่โต๊ะเหรอลุกไปเข้าห้องน้ำ จักได้ไม่มีใครมายุ่มย่ามกับ Notebook เรา บางครั้งไม่อาจรู้ได้ว่าจุดประสงค์ดีหรือว่าหวังร้าย การเปิดเครื่องคุณพร้อมกับเข้าถึงระบบต่างๆ ได้ง่าย เป็นเรื่องที่อันตรายพอสมควร การตั้งพาสเวิร์ดมีกฏง่ายๆ ไม่กี่ข้อ ตั้งด้วยอักขระไม่น้อยกว่า 8 ตัว เป็นคำผสมพยัญชนะ ตัวเลข พร้อมทั้งอักขระพิเศษรวมกัน ที่สำคัญคือ อย่าให้อ่านเป็นคำได้หรือมีความหมายเท่านั้นก็พอ
Protect
ใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบอื่นเพิ่มด้วย : การใช้ระบบป้องกัน ด้วยการยืนยันตัวตนนอกเหนือจากการใช้พาสเวิร์ดในการเข้าถึง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลถภายใน Notebook  อย่างน้อยถ้าถูกฉกโน๊ตบุ๊คไป ก็พออุ่นใจได้ว่าบรรดาธุรกรรมออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่จักไม่ศักยเปิดมาใช้ ได้ทันทีหรือไม่มีความเสี่ยงที่ต่ำนั่นเอง ปัจจุบันการป้องกันที่ยังพอมีให้เห็นกันอยู่ก็คือ ระบบ Fingerprint scan หรือไม่สแกนลายนิ้วมือก่อนเข้าใช้งาน ก็เป็นอีกทางเลืกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย
Protect
สำรองข้อมูลเอาไว้ สบายใจกว่า : แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าเครื่องจักหายหรือว่าเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม การสำรองข้อมูลของ Notebook เอาไว้ เป็นทางเดียวที่จักช่วยให้คุณกลับมาสู่สภาพปกติได้เร็วที่สุด เพราะบางครั้งการที่โน๊ตบุ๊คหาย ยังไม่เสียดายเท่ากับไฟล์งานที่เก็บไว้จักทำใหม่ต้องเสียเวลาอีกมากมายหรือไม่ ไม่เหมือนเดิม รูปถ่ายความทรงจำ งานโปรเจกท์ที่กำลังเสนอเพื่อจบ สิ่งเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่าตัวเครื่องที่เราแค่เดินไปซื้อที่ร้านมาก็ใช้ งานได้แล้ว ดังนั้น Backup Data เสียแต่วันนี้ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสอีกครั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่คุณสมรรถทำได้ทั้งหมดนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจักปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงไปได้มากทีเดียว ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วิจารณญาณของคุณเอง ว่าจะใส่ใจต่อโน๊ตบุ๊คของคุณมากแทบใด
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โหมโรง Nokia N1 กับการกลับมาของโนเกีย

หลังจากที่จนกระทั่งเช้าเราได้รายงานความเคลื่อนไหวของโนเกีย ว่าวันนี้นั้นจักมีการเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ล่าสุดโนเกียก็เปิดเผยโฉมผลิตภัณฑ์ปริศนานั้นแล้วนั่นก็คือ Nokia N1
แท็บเล็ตตัวแรกของบริษัทที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 5.0 Lolipop จาก google ให้เห็นกันแล้วหลังจากให้สื่อเดากันไปต่างๆ นาๆ เรียกว่าสร้างเซอร์ไพรส์ได้ไม่น้อยครับ
จุดเด่นของ Nokia N1 เรียกได้ว่าเป็นแท็บเล็ตที่ค่อนข้างบางเบา บางแค่ 6.9 มม. ตัวเครื่องใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมอย่างดี ทำให้แท็บเล็ตแบบใหม่อย่าง Nokia N1 แจ้งเกิดพร้อมทั้งกลายเป็นกระแสที่มีการพูดถึงได้ไม่ยาก
ด้วยรายละเอียดเบื้องต้นนั้น Nokia N1
  • Display –หน้าจอขนาด 7.9 ความละเอียด 2048x1536 พิกเซล
  • Processor – ซีพียู Atom Z3580 ควอดคอร์ความถี่ 2.33GHz
  • Memory and storage – หน่วยความจำภายใน 32GB, แรม 2GB
  • ระบบปฏิบัติการ Android 5.0  Lollipop 
  • กล้องดิจิตอลด้านหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
  • กล้องดิจิตอลด้านหน้า ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 3 GB
  • แบตเตอรี่ขนาด 7900 mAh
  • น้ำหนัก 318 กรัม บาง ุ6.9 มิลลิเมตร
แท็บเล็ตรุ่นใหม่ Nokia N1 นั้นจะมีด้วยกันทั้งหมด 2 สีคือสี Lava Gray และสี Natural Aluminum สนนราคาที่ 249 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว ๆ 7,500 บาท)
จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางาการในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ปีหน้าครับ(จีน) ภายหลังนั้นจักโหมโรงทยอยวางจำหน่ายในอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกรวมไปถึงยุโรปด้วยเช่นกัน
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

5 เคล็ดลับกระเหม็ดกระแหม่แบตเตอรี่แบบฉับพลันบน Android

5 เคล็ดลับประหยัดแบตเตอรี่แบบเดือดร้อนบน Android
     เชื่อว่าหลายคนที่ใช้โทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน ต้องเคยตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่แบตเตอรี่เหลือกระฉ่อนประจุอยู่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แถมยังต้องเปิดโทรศัพท์ทิ้งไว้เพื่อรอสายสำคัญ แล้วคุณยังลืมพกแบตเตอรี่สำรองติดตัวมาอีก จักทำอย่างไรล่ะทีนี้? เรามี 5 วิธีง่ายๆเพราะด้วยยืดอายุการใช้งานแบบฉุกเฉินบนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์มาฝากครับ
1. ปิดรับปากณอินเตอร์เน็ต
     ตัวการสำคัญที่ทำให้สมาร์ทโฟนในปัจจุบันกินแบตฯอย่างมหาศาล อันเนื่องมาจากการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเครือข่าย 3G ตลอดเวลานั่นเอง
     ซึ่งถ้าคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่แบตเตอรี่ใกล้หมด แล้วไม่สมรรถหาที่ชาร์จแบตได้ ก็ให้ปิดการเชื่อมต่อ Data ไปเสียเลย วิธีนี้จักช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่เพื่อให้มีเวลาสแตนบายเพิ่มขึ้นอีกอย่างยิ่ง
     แต่สมมตคุณจำเป็นต้องใช้แอพพลิเคชั่นกลุ่มส่งข้อความอย่าง WeChat หรือไลน์ ที่ใช้ปริมาณ Data ไม่มากแล้วล่ะก็ คุณเชี่ยวชาญเร่ำลือกใช้การเชื่อมต่อแบบ 2G แทน ซึ่งกินไฟน้อยกว่าแบบ 3G มาก
2. ปรับความสว่างหน้าจอลง
     ความสว่างของหน้าจอเป็นอีกหนึ่งตัวการกินแบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟน ยิ่งหน้าจอโทรศัพท์ใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ การกินไฟก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น
     ถ้าหากตกอยู่ในกรณีฉุกเฉิน คุณเชี่ยวชาญปรับความสว่างหน้าจอให้น้อยที่สุด เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้มากที่สุด แต่วิธีก็จะทำให้มองหน้าจอได้ลำบากขึ้นด้วยเพราะว่าเฉพาะเวลาอยู่ในที่กลางแจ้ง
3. ปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi ด้วยกัน Bluetooth
     หลายคนมักเปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi ใช่ไหม Bluetooth ทิ้งเอาไว้ เพื่อความสะดวกเวลาเข้าไปยังสถานที่ที่เชื่อมต่ออยู่เป็นประจำ เช่น ในบ้าน, ที่ทำงาน เหรอ บนรถ เป็นต้น
     แต่สมมติอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยเชื่อมต่อข้อสัญญาณไวไฟ โทรศัพท์ก็จักพยายามสแกนเพื่อหาคำมั่นณอยู่ตลอดเวลา เป็นตัวการของการสูบแบตฯเพราะว่าไม่รู้ตัว ทางที่ดีต่างว่าต้องการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ก็ให้ปิดการเชื่อมต่อข้อสัญญาณ Wi-Fi พร้อมด้วย Bluetooth ไปเลยจะดีที่สุด
4. Kill การทำงานทุกแอพพลิเคชั่น
     ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์นั้น ทำเป็นเปิดแอพพลิเคชั่นหลายตัวไปพร้อมๆกันได้ โดยที่แต่ละแอพฯยังคงทำงานแบบ Background อยู่
     ซึ่งอาจทำให้เปเอิกเกริกงแบตเตอรี่เพราะว่าไม่จำเป็น เพราะว่า CPU ยังคงทำงานเพื่อประมวลผลแอพฯเหล่านั้นเพราะว่าไม่จำเป็น ทางที่ดีคุณควร Kill แอพพลิเคชั่นเหล่านั้นทิ้งไปก่อน หรือว่าหากไม่แน่ใจก็อาจใช้คำสั่ง 'Force Stop' เพราะว่าเข้าไปที่ 'Settings' แล้วตามด้วย 'Apps' จากนั้นจึงเร่ำลือกหยุดการทำงานของแอพฯที่ต้องการได้เลย
5. ปิดฟังก์ชั่นที่ต้องใช้เซ็นเซอร์ตลอดเวลา
     สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์บางรุ่น อาจมีฟังก์ชั่นสัมผัสหน้าจอเพื่อเปิดเครื่อง ไม่ใช่หรือ ฟังก์ชั่นอันดับลากมือตัดผ่านหน้าจอเพื่อเปิดดูนาฬิกาเป็นต้น
     ซึ่งฟังก์ชั่นเหล่านี้จะทำให้เซ็นเซอร์มีการทำงานตลอดเวลาแม้ในขณะปิดเครื่อง ส่งผลต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ขณะนั้น ทางที่ดีควรปิดฟังก์ชั่นเหล่านี้ไปก่อนถ้ามีความจำเป็นต้องยืดอายุแบตเตอรี่ในยามฉุกเฉิน
     พ่างเท่านี้ คุณก็จะมีเวลาสแตนบายเพิ่มขึ้น ให้กับสายโทรศัพท์สำคัญๆที่คุณกำลังรออยู่ในเวลาฉุกเฉินได้แล้วล่ะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ช่างกล้า! VEB V2 มือถือจากจีนราคา 250,000 บาท กับสเปคเลวสุดๆ

เพราะปกติแล้ว สมาร์ทโฟนจากจีนจะมีจุดขายอยู่ที่ “ค่าต่ำ สเปคสูง” ทั้ง Xiaomi, Meizu พร้อมทั้งแบรนด์อื่นๆ ที่มีต้นกำเนิดอยู่ในจีน แต่วันนี้มีผู้ผลิตรายใหม่ที่เดินเกมแบบสวนกระแส ขอแนะนำให้รู้จัก VEB V2 สมาร์ทโฟน “สนนราคาสูงมาก แต่สเปคต่ำสุดๆ” 
jpeg3
VEB V2 เป็นสมาร์ทโฟน 3G ในระบบปฏิบัติแอนดรอยด์ที่มีการออกแบบหน้าตาให้สวยงามคล้ายๆ iPhone 4 มี 3 รุ่นให้เเลื่องกซื้อ ได้แก่ รุ่น Standard ค่าเกือบๆ 40,000 บาท ถ้ายังคิดว่ามูลค่าถูกเกินไป ก็มีรุ่นประดับทอง 18 K มาให้เร่ำลือกซื้อกันที่ค่าคะเน 200,000 บาท ไม่ใช่หรือถ้าไม่ต้องการได้ทองธรรมดาๆ ก็ขยับไปซื้อรุ่นทองคำฝังเพชรค่า 250,000 บาท คาดว่าในในเวลานี้ VEB V2 อาจจักเป็นมือถือที่สนนราคาแพงที่สุดในจีน แค่รุ่นธรรมดาที่สุดก็ยังสนนราคาแพงกว่า iPhone 6 plus แล้วนะ
อ่านข่าวนี้แล้วก็ได้แต่ขำเบาๆ ตกลงว่าประเทศนี้จะทำอะไรธรรมดาๆ ไม่เป็นแท้ๆ ใช่ไหม…
ทันทีที่ต้องจ่ายแพงขนาดนั้น ผู้ใช้งานจะได้อะไรบ้าง VEB V2 มูลค่าแพงระยับมีสเปคใกล้เคียงกับ iPhone รุ่นแรกๆ คราวหลายปีก่อน มันมาพร้อมกับ Snapdragon S4 processor ที่ทะลุมิติมาจากปี 2012 RAM 512 MB และหน่วยความจำในตัวเครื่อง 4 GB (ใส่ Micro SD เพิ่มได้) ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 480×800 เลิกคิดเรื่องดูหนังคุณภาพระดับ HD ไปได้เลย ทุกอย่างฟังดูต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ทางผู้ผลิตแสดงว่า VEB V2 มีดีที่ระบบรักษาความปลอดภัยนะ (ซึ่งเป็นเรื่องรองๆ ที่คนใช้มือถือจะนึกถึงเวลาตะโกรงได้มือถือสักเครื่อง)
veb-v2-sideways-720x182
อย่างที่เล่าไปแล้วว่า VEB V2 มีหน้าตาคล้ายๆ iPhone 4 ซึ่งถ้าจักพูดกันนักๆ แล้วก็ต้องเตือนว่าค่อนข้างสวย แต่ถามว่าใครจักจ่ายเงินราคาแพงระดับดาวน์รถได้ 1 คันเพื่อมือถือเครื่องเดียวที่มีโลโก้ฝังเพชร แต่เป็นโลโก้ที่ไม่มีใครรู้จักเนี่ยนะ…คงไม่มี ถ้ามีเงินขนาดนี้คงจักซื้อ Vertu มานอนเชยชมมากกว่า แต่ถ้าเผื่อว่าคุณอ่านแล้วสนใจ VEB V2 ละก็ ลองเข้าไปซื้อที่ JD.com แล้วกันนะ
Screen
ที่มา : http://thaizones-hitech.blogspot.com/2014/10/veb-v2-250000.html

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

พินิต 7 แท็บเล็ตรุ่นใหม่ Mobile Expo

แนะนำ 7 แท็บเล็ตแบบใหม่ Mobile Expo
อีกไม่กี่วันแล้วกับงาน Thailand Mobile Expo 2014 งานมหกรรมโทรศัพท์มือถือพร้อมด้วยแท็บเล็ตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพราะในรอบนี้นั้นมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2-5 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งก่อนที่งานจักบุกเบิกขึ้นนั้นในเร็ว
วันนี้เรามาทำความรู้จักกับแท็บเล็ตรุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่จะมีวางจำหน่ายที่งาน Thailand Mobile Expo 2014 กันดีกว่าครับ ส่วนใครที่กำลังรอโปรโมชั่นของงานนั้นอดใจรอกันอีกนิดครับ
Samsung
Galaxy Tab S 8.4
แท็บเล็ตขนาด Compact สเปคแรงให้คุณเฟุ้งเฟื่องกใช้งานอีกด้วย ‘Galaxy Tab S 8.4' ใช้หน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 8.4 นิ้ว ความละเอียดสูงสุดมากถึง 2560×1600 พิคเซล ทำให้การแสดงผลทำได้สวยสด ดีกว่าแท็บเล็ตหลายรุ่นที่เปลี่ยนมา เร็วแรงด้วยชิพประมวลผล Octa-Core รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน แต่อินเตอร์เฟสจะต่างกันบางส่วน บอดี้บางพ่าง 6.6 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาหวิว 298 กรัม พกพาคล้ายสมุดเล่มนึงเลยล่ะ นอกจากนี้ยังรองรับ 4G LTE ติดกล้อง 8MP ด้วยกันทำได้โทรออกได้ตามปกติ
Galaxy Tab S 10.5
แท็บเล็ตสเป็คแรงในซีรีส์ Galaxy Tab S ที่ตีคู่มาพร้อมกับ Galaxy Tab S 8.4 มาพร้อมหน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 10.5 นิ้ว ที่มีความละเอียดสูงสุดถึง 2560×1600 พิกเซล ชัดสะใจกับความละเอี่ยดสูงพร้อมกับสีสันที่สวยสดโดดเด่นกว่าแท็บเล็ตรุ่นอื่นๆขนาดเดียวกันในท้องตลาด
Asus
Fonepad 7 (FE375CG)
หากคุณต้องการแท็บเล็ต Android ที่สเปคสูงกว่า Fonepad 7 ตัวประหยัด ล่าสุด Asus ได้ส่ง Fonepad 7 FE375CG ลงตลาด อัพเกรดสเปคชิพประมวลผล 64-Bit ตัวแรก เร็วแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปรับดีไซน์ใหม่ โค้งมน เรียบง่ายกว่าเดิม ด้านหน้ามีลำโพงสเตอริโอคู่ บอดี้เล็กกว่า FE170CG เล็กน้อยแต่ยาวกว่า รับน Android 4.4.2 พร้อม Zen UI ที่หลายๆคนตราตรึงจากซีรีส์ Zenfone ติดกล้อง PixelMaster 5MP ถ่ายภาพกลางคืนค่อนข้างดี รองรับ 3G ทุกเครือข่าย กับใช้งาน 2 ซิมการ์ด โทรออกแนบหูเหมือนมือถือเลยครับ ส่วนอื่นๆ ก็ไม่แตกต่างจาก Fonepad 7 รุ่นก่อนหน้ามาก กับที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบเพียง 5.7 มิลลิเมตร
Lenovo
Tab A7-50
แท็บเล็ต Android หน้าจอพอดีมือ 7 นิ้วจาก Lenovo โดดเด่นด้วยมูลค่าที่ไม่แพง เป็นได้ใส่ซิมการ์ดใช้งาน 3G หรือโทรออกได้แบบเดียวกันกับที่สมาร์ทโฟนทำได้ นอกจากนี้ Lenovo Tab A7-50 ยังมาพร้อมกับชิพประมวลผล Quad-Core ให้ความจุของตัวเครื่องมาที่ 16GB มีแรม 1GB พร้อมระบบปฏิบัติการ Android Jelly Bean สมรรถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ดูหนังหรือว่าเล่นเกมก็พอไหว นอกจากนี้ยังรองรับ USB-OTG ด้วยกันยังมีทั้งกล้องหน้าที่มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยกล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
Tab A8-50
แท็บเล็ต Android ระดับกลาง หน้าจอ 8.0 นิ้วแฝดคนละฝากับ Tab A7-50 จาก Lenovo รอบรู้ใส่ซิมใช้งาน 3G โทรออกได้แบบเดียวกับบนสมาร์ทโฟน Lenovo Tab A8-50 ใช้ชิพประมวลผล Quad-Core ให้แรม 1GB รันบน Android 4.2.2 มีกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล ความจุตัวเครื่อง 16GB ลงแอปพลิเคชั่นใช้งานทั่วไปได้ปกติ ดูหนัง HD เล่นเกมกราฟฟิคสูงไหว แบตเตอรี่ค่อนข้างอึดทีเดียว บอดี้ไม่หนามากนัก น้ำหนัก 360 กรัม ทั้งนี้ Lenovo A8-50 มีคู่แข่งตัวสำคัญคือ Fonepad 7 ของ Asus ที่สเปคดีกว่าครับ อยู่ที่ผู้ใช้จะตัดสินใจ
Lenovo Yoga Tablet 10 HD+
แท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดในซีรีส์ Yoga ของ Lenovo มาพร้อมกับสีทองหรูหรา กับสเป็คที่อัพเกรดให้สูงขึ้น ซีพียู Quad-Core จาก Snapdragon 400 พร้อมระบบประมวลผลกราฟิกทรงพลัง Adreno 305 มีดีไซน์ที่โดดเด่นตามสไตล์ซีรีส์ Yoga ซึ่งจักมาพร้อมแกนหมุนที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจับของเครื่องให้สะดวกต่อการใช้งาน มีแรม 2GB และความจุของตัวเครื่อง 32GB รัน Android 4.3 และยังมาพร้อมกับกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่สุดอึด 18 ชั่วโมง
Microsoft
Microsoft Surface Pro 3
Microsoft Surface Pro 3 แท็บเล็ต Windows รุ่นล่าสุด ซึ่งรวมความเป็นได้ทั้งแท็บเล็ตและแล็ปท็อปมาไว้ในเครื่องเดียว พร้อมความคล่องตัวในการใช้งานก็เพราะว่าบางแทบ 9 มิลลิเมตร พร้อมกับมีน้ำหนักแทบ 800 กรัม เพราะว่า Microsoft Surface Pro 3 นั้นใช้ซีพียู Intel Core ใน gen ที่ 4 พร้อมหน้าจอคมชัด 12 นิ้ว Full HD กับมีขาตั้งเครื่องที่เป็นได้ปรับระดับการใช้งานได้ถึง 150 องศา มีปากกา Surface Pen ที่ใช้งานควบคู่กันกับแท็บเล็ตเครื่องนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง Dolby Audio พร้อมด้วยมีแบตเตอรี่ที่อาจจะใช้งานได้ยาวนานถึง 9 ชั่วโมง
นอกจากแท็บเล็ตรุ่นใหม่เหล่านี้แล้วยังมีเหล่าบรรดาแท็บเล็ตรุ่นก่อนๆที่จะมีโปรโมชั่นแรงๆโดนใจใครหลายๆคนเพียบในระดับที่ว่าลดแลกแจกแถมกันกระหน่ำอย่างแน่นอนครับ ซึ่งถ้าใครที่กำลังจะซื้อแท็บเล็ตในช่วงนี้ให้อดใจรอไว้ก่อน อีกไม่นาน
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

Facebook จักเก็บเปอร์เซ็นต์ $2.99 ต่อเดือน(ข่าวลือ)

Facebook กำลังจะเก็บค่าบริการ $2.99 ต่อเดือน(ข่าวละบือ)
กำลังเป็นประเด็นที่พูดถึงกันบนโลกออนไลน์ คราวสำนักข่าวต่างประเทศหลายฉบับได้พากันรายงานข่าวเกี่ยวกับนโยบายใหม่ของทาง Facebbook ที่จักเรียกเก็บค่าบริการผู้ใช้งาน Facebook จากทั่วโลก
เพราะว่าเนื้อหาของข่าวละบือนั้นมีใจความว่า ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Facebook คนดังอย่าง Mark Zuckerberg ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของเราคราวนี้ Facebook จักเผชิญกับภาระทางการเงินจนไม่สมรรถกอบกู้อะไรได้ภายในอนาคต 
เนื่องด้วยทาง Facebook นั้นไม่อาจจักทำรายได้จากการโฆษณาได้ตามเป้าหมาย ถ้าไม่เร่งหาทางออกนั้นหมายความว่าในอนาคตเฟสบุ๊คอาจต้องมีการปิดตัวลง เพื่อมูลค่าของค่าบริการนั้นจักอยู่ที่หมาย $2.99 ต่อเดือน กับมีกำหนดริเกริ่นเก็บเงินค่าบริการในวันที 1 พฤศจิกายน 2557 ที่กำลังจะมาถึงนี้
อย่างไรก็ดีตามที่ทางหมู่งานได้ลองไปหาข้อมูลพร้อมด้วยทำการตรวจสอบเรื่องนี้นั้นปรากฏว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความสุทธิแต่อย่างใด เป็นแค่ข่าวเลื่องที่ส่งต่อกัน จนเกิดเป็นความเข้าใจผิด ทั้งนี้ยังพบว่าธุรกิจด้านโฆษณาของ Facebook เองก็มีการเติบโตไปในทางที่ดี 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีกระเบียดกระเสียรแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตชนิดไม่ซับซ้อน

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีเวลานี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จะอาจใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็หิวจะประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน เพราะว่าในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ โดยอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จะมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางฝ่ายงาน NotebookSPEC จะมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ เพราะมีดังจากนั้นนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมด้วยซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จักส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะรวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะว่าให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเเล่าลือกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เเลื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติเหรอ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเประบืองพลังงานมากที่สุดเพราะโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจะนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดหรือว่าเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์หรือไม่ก็อุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะเราอาจปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเร่ำลือก Properties จะมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน เพราะการดูหนังฟังเพลงลอดแผ่น CD จะทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลระยะเวลานี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ ก็เพราะว่าอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ โดยมีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จักส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะรวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเโจษจันเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน เพราะว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเปร่ำลือกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดก็เพราะว่าว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์หรือไม่ก็ว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จะมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็เพราะว่าว่าการดูหนังฟังเพลงผ่านแผ่น CD จะทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

อยากรู้ไหม..? Browser ตัวไหนกินไฟเยอะสุด...!!

มาดูกัน  ที่ใช่ในโน้ตบุ๊คตัวไหนกินไฟเยอะสุด และกินไฟน้อยสุด
เมื่อ 5 ปีที่แล้วทางเว็บ Anandtech ได้ทำการทดสอบการใช้งาน browser กับแบตเตอรี่ไว้ครับ เวลาผ่านไป browser ได้รับการอัพเดทรวมไปถึงระบบปฏิบัติการก็มีการเปลี่ยนเวอร์ชันใหม่ด้วย ดังนั้นทาง Anandtech จึงได้ทำการทดสอบการใช้งาน browser กับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ขึ้นมาอีกครั้งครับ
โดยในครั้งนี้ browser ที่ทาง Anandtech ทำการทดสอบมีด้วยกันทั้งหมด 6 ตัวด้วยกันมีรายชื่อดังต่อไปนี้ครับ
Browser ที่ใช้
  • IE11 Desktop Mode v11.0.9600.17207 (Update versions: 11.0.10 KB2962872)
  • IE11 Modern (Metro) Mode
  • Firefox 31.0
  • Safari 5.1.7
  • Chrome 36.0.1985.125 m
  • Chrome 37.0.2062.68 beta-m (64-bit)
การทดสอบจัดทำขึ้นบนเครื่อง Dell XPS 15 (9530) Late 2013 ที่ใช้หน่วยประมวลผล Intel Core i7-4702MQ ครับ แน่นอนว่าสเปคต่างๆของอุปกรณ์ที่ใช้นั้นย่อมทำให้เกิดความแตกต่างในเวลาการใช้งานจริง ดังนั้นผลการทดสอบบนเครื่องของ Anandtech นี้อาจจะไม่เกิดขึ้นกับเครื่องของท่านก็ได้ แต่ก็พอจะเป็นแนวทางได้ว่า browser ใดที่จะสามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด(อัตราการบริโภคพลังงานน้อยที่สุด) ผลการทดสอบเป็นอย่างไรนั้นไปชมภาพกันเลยครับ (Anandtech ทำการทดสอบด้วยการใช้โปรแกรมรันเปิดหน้าจอเว็บเพจหลายเว็บเพจ มีการเปิดปิด tab สลับการใช้งานไปมาเพื่อให้เหมือนกับพฤติกรรมการใช้งานจริงครับ)
จากผลการทดสอบนั้นจะเห็นได้ว่า Chrome 36 สามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด ตามมาด้วย Modern IE 11(Metro), Desktop IE 11, Firefox 31 และ Chrome 37 Beta ตามลำดับครับ ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ทางผู้ทดสอบ ได้กล่าวไว้ก็คือ Chrome 36 ไม่สามารถที่จะแสดงผลที่ความละเอียดระดับ 3200×1800 pixels ได้เหมือนกับ browser ทำให้ต้องกลับไปทดสอบบนความละเอียดที่ 1600×900 pixels ครับ ซึ่งนี่เองที่เป็นผลให้ Chrome 36 นั้นมีเวลาในการใช้งานมากกว่า browser อื่นๆ (การรันโปรแกรมที่ความละเอียดไม่เท่ากันมีผลทำให้ CPU และ GPU ทำงานที่ความเร็วแตกต่างกัน) ดังนั้นหากดูที่ผลการทดสอบจริงๆ แล้วพบว่า Modern IE 11 จะสามารถใช้งานได้นานสุดครับ
ทั้งนี้ผลการทดสอบนี้ก็คงสามารถใช้เป็นแนวทางให้ทุกท่านไม่มากก็น้อยว่าจะเลือกใช้ browser ใดในการท่องเว็บแล้วจะสามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลาในการใช้งานจริงนั้นก็จะแตกต่างออกไปอีก หากท่านเปิดเพลงไปด้วยหรือทำกิจกรรมอื่นร่วมไปด้วย เวลาในการใช้งานก็จะน้อยลงเพราะ CPU และ GPU ต้องทำงานหนักมากขึ้นนั่นเองครับ
ที่มา : anandtech
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
.
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พาทัวร์ Facebook HQ พร้อมสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงาน ณ Silicon Valley

พาทัวร์  HQ พร้อมสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงาน ณ Silicon Valley
Facebook อีกบริษัทที่หลายๆคนไอทีอยากจะเข้าไปทำงาน สัมผัสประสบการณ์การทำงานเบื้องหลังที่มาของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ ที่สุดในโลกตอนนี้ ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ Facebook มีจำนวนพนักงานราว 7,200 คน1 แบ่งเป็นพนักงานทั่วไป และบุคลากรสายเทค ซึ่งเปิดรับคนจากทั่วโลก ไม่ได้จำกัดแค่ชนชาติตะวันตกเท่านั้น และในบุคลากรสายเทคนี้คิดเป็นคนเอเชียราว 41%2 และรู้หรือไม่ว่ามีคนไทยรวมอยู่ในนี้ด้วย
เมื่อตอนที่ไปอเมริกาเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปคุยกับคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่ Facebook ซึ่งเค้าจะมาเล่าประสบการณ์การทำงานในบริษัทในฝันของใครหลายๆคนให้เราฟังกัน ครับ
แนะนำตัวหน่อย เป็นใครจบจากที่ไหน ทำอะไรก่อนมาทำที่ Facebook บ้าง
ผมชื่อ โต้ ธาวัน คูบุรัตถ์ เรียนจบ ป.ตรี,โท จากวิศวะกรรมคอมพิวเตอร์จุฬา พอจบแล้วก็ทำงานเป็น Consultant ให้กับ Accenture อยู่หนี่งปีก่อนออกมาเรียนต่อโท Computer Science ในอเมริกาที่ University of Wisconsin - Madison ด้วยทุนของตัวเอง ระหว่างเรียนอยู่ได้ฝึกงานกับ Facebook แล้วก็ได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานต่อตอนฝึกงานจบ ก็เลยได้อยู่กับ Facebook ตั้งแต่นั้นมาจนตอนนี้ก็ทำมาได้ 2 ปีครึ่งแล้ว  
 ตำแหน่งตอนนี้ที่ทำอยู่ที่ Facebook คืออะไร และ scope งานดูแลส่วนไหน
เป็น Software Engineer อยู่ในแผนก Service Infrastructure ซึ่งมีหน้าที่สร้างและดูแลระบบส่วนกลางที่ใช้รองรับระบบหลังบ้านอื่นๆใน Facebook 
ก่อนอื่นต้องเริ่มจากอธิบายระบบของ Facebook นั้นถ้าจะอธิบายอย่างคร่าวๆ ก็จะประกอบด้วยตัวหน้าเว็บซึ่งทำหน้าที่แสดงผล โดยจะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือถ้าเป็นข้อมูลที่ซับซ้อนก็จะมีระบบอื่นหลังบ้านทำหน้าช่วยประมวณผล เช่น New Feed, Graph Search เป็นต้น 
เนื่องจาก Facebook มีจำนวนผู้ใช้ที่สูงมาก ระบบหลังบ้านก็ต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย ทำให้ระบบเหล่านี้ต้องเจอกับปัญหาในการจัดการและดูแลคล้ายกัน ทีมผมจึงมีหน้าที่สร้างและดูแลเครื่องมือที่ทำให้พนักงานคนอื่นๆ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้พวกเขาไม่ต้องแก้ปัญหาเดิมๆซ้ำๆกัน จะได้มีเวลาไปใช้ในการสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับ Facebook แทน
ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปๆก็คงคล้ายๆกับแผนก IT ที่คอยดูแลระบบส่วนกลางเช่นพวก email เป็นต้น เพียงแต่ที่นี่ทีมผมจะเน้นไปที่การมองหาว่าอะไรคือปัญหาที่พบบ่อยแล้วจึง สร้างระบบใหม่ๆขึ้นมาแก้ปัญหาเหล่านั้น แทนการซื้อระบบจากข้างนอกเข้ามาใช้
<ระบบหลังบ้านที่รองรับผู้ใช้ที่มากมายของ facebook>
สมัครที่อื่นที่ไหนไปบ้างและทำไมถึงเลือก Facebook
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าจริงๆแล้วตั้งใจจะมาเรียน ป.โท-เอก ที่นี่ แต่ช่วงเรียนอยู่อยากออกมาฝึกงานเอาประสบการณ์และเงินรายได้เสริม เลยสมัครไปที่ใหญ่ทั้งหมด เช่น Microsoft, Google และ Facebook แต่มีแค่ที่ Facebook เท่านั้นที่รับเข้าฝึกงาน  อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะอยากให้เราฝึกงานกับบริษัทที่ทำงานด้านวิจัยมากกว่าเพื่อประโยชน์กับ การศึกษาของเรา แต่พอได้เข้าฝึกงานจริงก็รู้สึกสนุกกับงานมาก ได้ทำงานกับระบบใหญ่ๆ ได้สร้างสิ่งที่เขาเอาไปใช้งานจริง มีเพื่อนร่วมงานที่รักในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่น่าประทับใจ  พอได้รับข้อเสนอให้เป็นพนักงานตอนฝึกงานเสร็จ เลยคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและคนอื่นๆ บวกกับตอนนั้น Facebook กำลังจะเข้าตลาดหุ้น เลยทำให้ตัดสินใจออกจากโปรแกรมที่เรียนอยู่กลางคันด้วยวุฒิ ป.โท แล้วออกมาทำงานเลย 
 แล้วเข้ามาแล้ว Facebook มันเจ๋งอย่างที่คิดเอาไว้มั้ย?
ตื่นเต้นมากเพราะรู้สึกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเต็มไปหมด มีโรงอาหารบริการข้าวสามมื้อ เมนูอาหารเปลี่ยนไปในแต่ละวัน มีน้ำและขนมให้หยิบกินตลอดทั้งวัน (แค่นี้ก็ได้ใจไปกว่าครึ่งแล้วเพราะตอนเรียนป.เอก แค่จะได้กินของฟรีก็ต่อคิวยาวหรือรีบวิ่งไปเอาก่อนของหมด) นอกจากนี้ก็มีบริการร้านตัดผม ร้านซักผ้า มีบริเวณพักผ่อนที่มีทีวีและเครื่องเกมให้เล่น  
<ที่จอดรถพลังงานไฟฟ้า, ห้องเล่นเกมตู้, valet parking ให้พนักงาน, บริการซักอบรีด>
ตัวผมเองได้มีอุปกรณ์ส่วนตัวที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ใช้เป็นครั้งแรก พวก MacBook หรือ iPhone ก็ตอนมาเข้าฝึกงานที่บริษัทนี่แหละ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเขาลงทุนกับพนักงานของเขามาก เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเหล่านี้มีไว้เพื่อให้พนักงานไม่ต้องเสียเวลา ไปกับการเดินทางไปทำธุรข้างนอก แล้วจะได้เอาเวลามาให้กับบริษัทแทน แม้แต่ตอนที่เข้ามาฝึกงานก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับการปฏิบัติเหมือน พนักงานทั่วไป แถมดูแลดีกว่าอีกด้วยซ้ำเพราะเขาจัดหาที่พักใ้ห้ มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ให้ไป BBQ Party ที่บ้านใหม่ของมาร์ค เป็นต้น 
ตอนที่ไป Party ที่บ้านมาร์ค เขาห้ามขอถ่ายรูปกับมาร์ค เลยไปขอถ่ายรูปกับหมาของมาร์คที่ชื่อว่า Beast แทน (ใน Facebook's Messenger จะมีชุด sticker ของ Beast อยู่ด้วย)
ตัวพนักงานเองก็มีอิสระค่อนข้างมากในการทำงาน การจะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาก็ไม่จำเป็นต้องรอความเห็นจากผู้บริหารหรือคนแผนก อื่น ถ้าต้องการขอ Server มาใช้งานก็ทำได้เองทันทีหากจำนวนเครื่องที่ต้องใช้ไม่เยอะมาก เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมี Process มาค่อยขัดขวางการทำงานของเรา
 พูดถึง Mark Zuckerburg ซักนิดนึง
<ภาพตอนที่มาร์คเข้าพบบารัค โอบามาเพื่อรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน : wikipedia>
มาร์คเป็นคนค่อนข้างติดดินมากๆ โต๊ะทำงานก็เป็นแบบเดียวกับที่พนักงานทั่วไปใช้ นั่งรวมกับทุกคนรวมทั้งผู้บริหารอื่นๆไม่ได้มีห้องทำงานส่วนตัวแยกออกไป รถที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นรถ sport สวยๆหรือนับว่าเป็นรถหรูด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นหลังบริษัทเข้าตลาดหุ้นแล้วก็ตาม เคยได้ยินว่าเมื่อก่อนก็อยู่ apartment โทรมๆจนแผนกรักษาความปลอดภัยของบริษัทมาขอให้ย้ายไปอยู่ที่ๆดีขึ้นเพื่อ เพิ่มความปลอดภัย  
เรื่องตลกที่มักเล่ากันแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็คือ เคยมีครั้งหนึ่งที่เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นในบริษัทแล้วมาร์คต้องการส่ง memo ถึงทุกคนเพื่อพูดถึงเรื่องนี้  แต่ใน email ที่มาร์คส่งนั้นดันใช้หัวข้อจดหมายว่า Please leave (กรุณาลาออก) ตอนนั้นทำให้หลายคนในบริษัทตกใจ บางคนที่อ่านแค่หัวจดหมายแถบจะนึกว่าตัวเองถูกไล่ออกจริงๆ แล้วก็เริ่มเตรียมเก็บของกันเลยทีเดียว
(เมื่อตอนที่ไปเดินเล่นใน Facebook ก็เจอมาร์คซัคเขานั่งอยู่ในห้องประชุมกระจก มองเห็นได้ง่ายๆ พอประชุมเสร็จก็เห็นมานั่งตรงโซฟา เรียกว่าเข้าถึงตัวได้ง่ายมากจริงๆ )
จุดเด่นของออฟฟิศ Facebook เมื่อเทียบกับ Office บริษัทอื่นๆใน Silicon Valley?
 
<Menlo Park Campus - ปัจจุบันเป็น HQ ของ Facebook ซึ่งเดิมเคยเป็นของ Sun Microsystem มาก่อน> 
 
<ภาพจาก Hacker square  ซึ่งเป็นลานกว้างกลาง Campus>
ตัว Office ของ Tech Company ในแถบนี้จะคล้ายๆกันแง่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่พูดถึงแต่จะมีแตกต่างกัน ไปในรายละเอียด เช่น Google อาจจะมีสระว่ายน้ำ Facebook มีหน้าผาจำลองให้ปีน Twitter มีเบียร์ให้กินตอนกลางวัน ส่วนใหญ่พนักงานจะมีส่วนช่วยในการเสนอว่าอยากให้มีอะไรเข้ามาเปิดให้บริการ ในบริเวณของบริษัท
 
 
<Micro kitchen - เป็นที่นั่งพักมีของกินต่างๆให้เลือก หรือทำเองก็ได้ เช่น กาแฟ หรือ Cereal>
 
 
 
แต่อีกสิ่งที่จะแต่งต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ Theme ของ office ซึ่งจะแฝงค่านิยมขององค์กรไว้ อย่างของ Facebook เอง การตกแต่งจะใช้ Theme ที่เรียกว่า Unfinished หลังคาจะไม่มีฝ้าทำให้เห็นท่อแอร์และสายไฟ ตัวพี้นหรือผนั้งจะทาสีง่ายๆหรือเป็นปูนเปลือย ไม่แน่จะว่าเกี่ยวกับ slogan อีกอันที่มักใช้กันบ่อยในบริษัท  คือ This journey is 1% finished หรือเพราะ office สมัยแรกๆเกิดจากการเช่าโรงงานมาทำเป็นสำนักงาน แม้แต่ office ที่เมืองอื่นที่ไปอาศัยเช่าอาคารอื่นก็ยังคงตกแต่งแบบเดียวกัน
 
<unfinished จริงๆ ขนาดป้ายบริษัทเมื่อไปดูด้านหลังยังเป็นของ Sun microsystems อยู่เลย>
อีกส่วนหนึ่งของ Theme ก็จะเป็นการวางโต๊ะทำงานที่จะอยู่ติดๆกันและไม่มีฉากกั้น หรือที่เรียกว่า Cubicle ซึ่งทำให้พนักงานสามารถคุยงานกันสะดวก บางครั้งเราจะได้ยินเพื่อนร่วมงานคุยงานกันใกล้ๆ แต่แล้วเราก็สามารถเข้าไปร่วมให้ความเห็นได้ด้วยซ้ำโดยไม่ได้รู้สึกว่าเป็น การกระทำที่ไม่เหมาะสม ส่วนการคุยธุระส่วนตัวก็เพียงแต่เดินไปหาห้องประชุมหรือที่ว่างใกล้ๆแทน
 ความแตกต่างของชีวิต Developer/Programmer ที่ US vs THA
ตอนอยู่ไทยก็ทำกับบริษัทที่มาจากเมืองนอกเลยทำให้มีบางอย่างที่คล้ายกับ ที่นี่ แต่ข้อหนึ่งที่รู้สึกว่าแตกต่างจนเห็นได้ชัดเจนก็คือคนที่นี่ เวลางานแล้วจะจริงจังกับงาน ขณะเดียวกันก็จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ (Passionate) ซึ่งจะทำให้ได้ผลของงานที่ดี ในขณะที่เมืองไทยพนักงานไม่ค่อยมีโอกาสได้เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้ไม่ได้ทำในสื่งที่ตัวเองถนัดหรือชอบ แล้วส่งผลให้บางครั้งสภาพแวดล้อมการทำงานและผลของงานด้อยลงไป ที่นี่หัวหน้าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หากเราไม่สนุกกันงานแล้วก็สามารถขอย้ายงานได้จากหัวหน้าได้ไม่ยากนัก  
อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ที่ Facebook คือการที่พนักงานทั่วไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจค่อนข้างมาก ผู้บริหารหรือหัวหน้าจะมีหน้าที่ตั้งกรอบหรือเป้าหมายที่ควรทำ แต่ในขณะเดียวกันก็จะเคารพการตัดสินใจด้านเทคนิคจาก Engineer เพราะเขาเชื่อว่าคนเหล่านั้นรู้รายละเอียดมากกว่าคนระดับสูงขึ้นไป 
หลายครั้งงานต่างๆที่เกิดขึ้นก็สืบเนื่องจาก Engineer รู้สึกว่ามีปัญหาที่ควรจะต้องแก้ไขอยู่แล้วสามารถคุยกับหัวหน้าจนเห็นตรงกัน และพัฒนาจนกลายเป็นการสร้างสิ่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น
 จะกลับไทยมั้ย? ถ้ากลับไทยมาอยากทำอะไร?
คิดว่าอยากจะกลับถ้ามีโอกาสที่เหมาะสม อยากเอาความรู้และประสบการณ์ที่เราได้จากการทำงานกับ Internet Company ขนาดใหญ่ไปใช้ในไทย เพราะรู้สึกว่ากระบวนการและแนวคิดมันสามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนางานต่างๆ ได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นระบบที่ใหญ่โตเหมือนอย่าง Facebook อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากทำให้ในไทยมีที่ๆทำงานดีๆและสนุกเหมือนอย่าง Facebook คนที่จบและชอบทำงานสายคอมพิวเตอร์จะได้มีที่ทำงานอยู่ในสายของตัวเองโดยไม่ ต้องย้ายไปทำงานสายอื่น  หรือต้องออกมาอยู่ต่างประเทศเพียงเพราะไม่มีสามารถหาความก้าวหน้าได้จากการ ทำงานในประเทศ พวกบริษัท Tech company ที่นี่มักจะมี career path ที่ทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถโตในสายงานตัวเองไปเทียบเท่ากับ VP (Vice President) ได้โดยที่ไม่ต้องผันตัวไปเป็นผู้บริหาร 
 พูดถึงวัฒนธรรมขององค์กรของ Facebook ที่น่าสนใจ และน่านำเอาไปปรับใช้ที่ประเทศไทย
อย่างแรกต้องดูจาก Value หลักก็คือ Move Fast and Be Bold
Move Fast คือการบอกว่าเราจะเลือกที่จะนำเสนอสิ่งต่างๆออกให้เร็ว แทนที่จะรอจนเสร็จสมบูรณ์ 100% แล้วค่อยปล่อยของออกมาให้คนใช้ หรือการที่จะเลือกลด process หรืออำนวยความสะดวกต่างๆ ในองค์กรเพื่อให้คนสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ง่าย ซึ่งจะคู่กับ Be Bold เพื่อจะต้องการบอกให้คนกล้าที่จะเสี่ยงเพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ แม้ว่าอาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็ตาม แม้จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็จะไม่มีการชี้ไปที่ตัวบุคคล แต่จะมองว่าเป็นความผิดของระบบหรือกระบวณการทำงานซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ และแก้ไขกันต่อไป  ตอนสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ Value เดิมจะเป็น Move Fast and Break Things แต่คนกลับคิดว่าควรจะต้องทำของพังจริงๆ
ตัวอย่างง่ายของการทำตามแนวคิดนี้ก็คือหน้าเว็บของ Facebook ซึ่งจะมีการออกเวอร์ชั่นใหม่ถึงวันละสองครั้ง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็จะนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบพังบ่อยขึ้นเช่นกัน หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น แต่เราก็เลือกที่จะสร้างสิ่งอื่นๆที่จะช่วยป้องกันหรือแก้ไข้ข้อผิดพลาดให้ ได้อย่างรวดเร็ว แทนจะเลือกลดความเสี่ยงโดยการไม่ทำอะไรเลยหรือทำช้าๆแทน
Be Open ก็เป็นอีกหนึ่ง Value ที่สำคัญ เราเลือกที่จะให้พนักงานรับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กรเท่าๆกัน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมและเข้าใจภาพรวมที่กำลังเกิดขึ้นใน บริษัท และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการทำงานของแต่ละคน พูดง่ายๆคือภายในไม่ค่อยมีโครงการลับที่ไม่มีคนรู้ ทำให้แต่ละทีมสามารถตัดสินใจเรื่องแผนระยะยาวได้และเข้ากับทิศทางของบริษัท ขณะเดียวกันพนักงานก็จะมีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับสิ่งต่างๆที่กำลังเกิด ขึ้นภายในเช่นกัน แต่สิ่งนี้ก็แลกมากับการที่อาจจะมีความลับของบริษัทหลุดเป็นบางครั้ง ซึ่งเราก็เลือกที่จะยึดแนวคิดนี้ เพราะโดยรวมแล้วมันส่งผลดีมากกว่าผลเสีย
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้รู้สึกว่าชอบทั้งหมด แต่ถ้าต้องให้เลือกสิ่งที่สำคัญ ก็คือการที่ทุกครั้งเมื่อมีข้อผิดพลาดแล้วไม่กล่าวโทษตัวบุคคล ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกันวิเครา์ะห์หาสาเหตุแล้วพัฒนาเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ซ้ำซ้อน หากทำได้แค่นี้แล้วอย่างน้อยเราก็ไม่อยู่กับที่แล้วมีการก้าวหน้าตลอดเวลา
 Silicon Valley เป็นสวรรค์ของเหล่า Geek จริงมั้ย?
ชอบที่เขาให้ความสำคัญกับ Engineer มองว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ถ้าพูดติดตลกก็จะบอกว่าเป็นเหมือน hot chick (สาวๆที่เป็นที่ต้องการของหนุ่มๆ) ของเหล่าบรรดาบริษัทต่างๆ จะมีฝ่าย HR ของบริษัทอื่นๆส่งจดหมายมาหาอยู่เรื่อยๆ เราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนงานได้ไม่ยากนักและมีโอกาสใหม่ๆเข้่ามาโดยตลอด
แบบจริงจังหน่อยก็จะบอกว่าถ้าชอบที่จะทำงานด้านนี้ก็จะยิ่งสนุกกับงาน เพราะก็จะมีเพื่อนร่วมงานเก่งๆ มีงานที่หน้าตื่นเต้นและหน้าสนใจให้ทำตลอดเวลา สถานะทางสังคมและรายได้ก็จะอยู่ในระดับที่ เรียกได้ว่าเป็นที่อิจฉาของคนทั่วๆไปเลยทีเดียว 
 เวลาสมัครเข้ามาทำงานที่ Facebook เค้าดูจากอะไรบ้าง
ความสามารถเป็นหลักแต่ภาษาก็ต้องอยู่ในระดับที่สื่อสารได้โดยไม่เป็น อุปสรรค ที่เหลือคือการหาโอกาสและช่องทางที่จะทำให้คนที่นี่ยอมรับและมองเห็น 
ยกตัวอย่างเพื่อนคนนึงที่มากจากรัสเซีย เขาเล่าว่าเขาเป็น expert ด้าน JavaScript และมีบล๊อกส่วนตัวที่เข้าเขียนเกี่ยวกับงานที่เขาทำ เข้าใจว่าคนใน Facebook ไปอ่านเจอแล้วถูกใจเลยทดลองเรียกมาสัมภาษณ์จนสุดท้ายได้ก็ข้อเสนอให้มาทำงาน ในอเมริกาแล้ว Facebook ก็จัดการเรื่อง visa และอื่นๆให้ 
 ถ้าเกิดว่ามีน้องๆอยากไปทำงานที่ Facebook บ้าง เค้าต้องทำยังไง
สมัยตอนที่ผมออกมาอเมริกา ช่วงนั้นโอกาสที่เด็กที่เรียนในไทยจะได้รับเข้าทำงานหรือฝึกงานโดยบริษัท เมืองนอกนั้นยากมากหรือแทบไม่มีเลย คนที่ได้ทำงานที่นี่มักจะเริ่มจากมาเรียนต่อเมืองนอกก่อน ถ้าได้มหาลัยดีๆบริษัทใหญ่ๆก็จะเข้าสอบสัมภาษณ์ถึงที่มหาลัย พอได้ฝึกงานแล้วโอกาสที่จะได้รับเข้าทำงานตอนเรียนจบก็จะตามมาถ้าเราทำได้ ดี 
แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่มีช่องทางอื่นๆให้เลือกอีกมาก เช่น การประกวด software หรือแข่งขันเขียนโปรแกรมในรายการระดับโลก บางรายการที่เป็นที่ยอมรับหรือบริษัทใหญ่ๆเป็น sponsor เราก็มีโอกาสจะถูกเรียกสัมภาษณ์ถ้าได้เข้ารอบลึกๆ 
เดี่ยวนี้โลกเปิดกว้างถ้าเรามีความเชี่ยวชาญและมีคนยอมรับ โอกาสก็จะเข้ามาหาเราเอง
 ภาพบางส่วนเพิ่มเติม
เวลามีใครไปหาพนักงานของ Facebook ก็จะใช้วิธีลงทะเบียนและพิมพ์บัตรด้วยการ login แล้วก็ tag พนักงานผ่าน Facebook ด้วย iPad บริเวณ reception ...เจ๋งมวากกกก
Company Store มีของเจ๋งๆน่ารัก คุณภาพโอเคขายเพียบ แต่ไม่สามารถซื้อกลับมาฝากได้จริงๆ เพราะแพงทุกชิ้น ^^
ใครที่บ้าถ่ายรูปแล้วได้ไป Facebook คงจะสนุก เพราะว่าที่ออฟฟิศเค้ามีการให้ศิลปินเข้ามาสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่เรื่อยๆ ผนังของบริษัทจึงเต็มไปด้วยงานศิลป์สวยๆให้ได้ชื่นชมและถ่ายรูปตลอดเวลา
มีเฟซบุ๊ควอลล์จริงๆให้เขียนด้วย เลยมาขอเจิมซะหน่อย 
ถ้าเทียบบรรดาบริษัทเทคที่ได้ไปเยี่ยมเยียนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (Google, Apple, Facebook, Twitter) ต้องบอกว่า Facebook คงเป็นบริษัทที่ประทับใจที่สุดในทุกบริษัททั้งเรื่องการตกแต่งและบรรยากาศ การทำงาน ดูชิค มีพลัง และยังเป็นวัยรุ่นอยู่มาก เรียกว่าแอบอยากเขียนโค้ดเป็นแล้วสมัครไปทำงานที่นี่เลยทีเดียวล่ะครับ 
อ้างอิง 
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
โดยคุณ: Gimme